สุดยอดทีมแห่งทัวร์นาเมนท์ : ฟุตบอลยูโร 1972

จากความสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลยูของทีมชาติเยอรมันตะวันตก ทำให้เหล่าขุนพลทีมอินทรีเหล็กในยุคนั้นติดโผสุดยอดทีมแห่งทัวร์นาเมนท์ถึง 6 คน ได้แก่ ฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์, พอล เบรทเนอร์, ยูลิ โฮล์เนส, กุนเทอร์ เน็ตเซอร์, เฮอร์เบิร์ท วิมเมอร์, จุปป์ เฮย์เนคเคส และ เกิร์ท มุลเลอร์ ส่วนนักเตะคนอื่นๆ ที่ติดโผจะป็นใครติดตามดูกันเลย

ผู้รักษาประตู : อีฟกินี่ รูดาคอฟ (ทีมชาติสหภาพโซเวียต)

อีฟกินี่ รูดาคอฟ มุ่งหน้าสู่การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพ ด้วยตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของทีมชาติสหภาพโซเวียต แม้ว่าเขาจะเกิดที่มอสโคว แต่ผู้รักษาประตูคนเก่งรายนี้ได้เริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งที่สโมสรดินาโม เคียฟ ซึ่งทำผลงานได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศสหภาพโซเวียต 6 สมัย และคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยภายในประเทศถึง 2 รายการ เขาสามารถเซฟบอลได้ 205 ประตู จากการลงเล่น 297 แมทช์ เขาคือผู้เล่นที่ไม่ได้ถูกใช้งานของทีมชาติโซเวียตชุดลุยศึกฟุตบอลโลกปี 1970 แต่สำหรับการแข่งขันฟุตบอลยูโรปี 1972 อีฟกินี่ รูดาคอฟ คือตัวเลือกแรก และการันตรีความสามารถของเขาได้ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในนัดที่เจอกับทีมชาติเบลเยี่ยม เขามีความโดดเด่นและสามารถป้องกันประตูได้อย่างสวยงามหลายครั้งรอบรองชนะเลิศที่พบกับทีมชาติฮังการี ซึ่งสามารถช่วยให้ทีมชาติสหภาพโซเวียตชนะไปด้วยสกอร์ 1 – 0 ผ่านเข้ารอบต่อไป ซึ่งเป็นรอบชิงชนะเลิศแต่น่าเสียดายที่พวกเขาพ่ายต่อทีมชาติเยอรมันตะวันตกไปด้วยสกอร์ 3 – 0

 

 

กองหลัง : ฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ (ทีมชาติเยอรมันตะวันตก)beckenbauer_franz_1818104,property=zoom

เขาคือหนึ่งผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลของประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล ฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ได้ยืนยันว่าการปรากฏของเขาในฐานะกัปตันทีมของทัวร์นาเมนท์ระดับนานาชาติ ทำให้ทีมชาติเยอรมันตะวันตกสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมป์เปี้ยนชิพ ครั้งแรกมาครองได้ ซึ่งนอกจากนั้น ฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ ยังได้สร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ทั้งการคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรปี 1972 และในเวลาสองปีถัดมาพวกเขาได้พาถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกกลับคืนถิ่นเยอรมันตะวันตกได้อีกครั้ง ฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ ได้พาทีมบ้านเกิดของเขา นั้นก็คือสโมสรบาร์เยิร์น มิวนิค ทำแฮตทริคในการคว้าแชมป์รายการฟุตบอลถ้วยยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยน คลับ คัพ (ในปี ค.ศ.1974 – 76) และเขาได้ตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรปถึง 2 ครั้ง ในปี ค.ศ.1972 และ 1976 สุภาพบุรุษชาวบาวาเรี่ยนคนนี้ได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติเยอรมันตะวันตกในเวลาต่อมา ซึ่งเขาก็ยังคงความยอดเยี่ยม ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1990

 

 

กองหลัง : เมอร์เทซ เคิร์ทชิลาวา (ทีมชาติสหภาพโซเวียต)

เขาถูกโหวตให้เป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีมชาติจอร์เจียในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1954 ถึง ค.ศ.2004 เมอร์เทซ เคิร์ทชิลาวา เป็นนักเตะที่มีรูปร่างบึกบึนกำยำ ซึ่งเหมาะสมกับตำแหน่งกองหลังตัวกลาง และเขายังเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมที่ช่วยนำพาทีมฟุตบอลของสหภาพโซเวียตผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร 1972 ถัดจากนั้นหกปีเขาก็ยังช่วยพาทีมเข้ารอบสี่ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกปี 1978 ที่ประเทศอังกฤษเป็นเจ้าภาพ นอกจากนั้นเขายังได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1970 ที่ประเทศเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพและการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1972 ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมันนีด้วย นั้นก็ทำให้มากเพียงพอที่ชื่อเสียงของเขาจะเป็นที่ถูกกล่าวถึง เขาลงเล่นให้กับทีมชาติไปทั้งหมด 70 นัด แม้ว่าเขาจะไม่เคยได้แชมป์ใดใดเลยภายใต้การลงเล่นในเสื้อที่ประทับตราทีมชาติโซเวียตและสโมสรดินาโม ทบิลิซิ อันเป็นที่รักของเขาในฐานะนักฟุตบอล แต่เมื่อเขาได้รับมอบหมายในตำแหน่งผู้จัดการสโมสรดินาโม ทบิลิซิ เขาทำผลงานพาสโมสรคว้าแชมป์จอร์เจียน แชมป์เปี้ยนชิพ ในปี 1998 และในปี 1999 ซึ่งเขายังได้มีบทบาทในการคุมทีมชาติด้วยการเป็นผู้ช่วยโค๊ช อเล็กซ์ซานเดอร์ ชิแวดเซ ที่ในตอนนั้นทำหน้าที่คุ้มทีมชาติจอร์เจีย

 

 

paul-breitner-09

 

กองหลัง : พอล เบรทเนอร์ (ทีมชาติเยอรมันตะวันตก)

เขาคือนักเตะผู้ไม่เคยกลัวที่จะแสดงสิ่งที่เขารู้ออกมาบนสนาม พอล เบรทเนอร์ ปล่อยให้ทักษะการเล่นฟุตบอลของเขาบอกเล่ามันออกมาซึ่งนั้นเพียงพอที่แฟนบอลจะรับรู้ได้ถึงความพิเศษในตัวกองหลังรายนี้ ในรายการแข่งขันฟุตบอลยูโร 1972 ซึ่งเป็นการลงแข่งขันในรายการใหญ่ครั้งแรกของเขาที่ทำให้เขาได้เปล่งประกายความเป็นสุดยอดนักเตะออกมา ด้วยเคราที่เป็นเอกลักษณ์และผมฟูฟ่องที่เตะตาสาธารณชน ซึ่งอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นมากขึ้นเมื่อเขายืนอยู่เคียงข้าง เฮลมุท ชโคน ในวันที่พวกเขาพาทีมชาติเยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกนาสองปีถัดมา โดยการเอาชนะทีมชาติเนเธอร์แลนด์สกอร์เสมอกัน และเกมการแข่งขันดำเนินไปจนถึงการดวลจุดโทษเพื่อตัดสินแชมป์ ในการค้าแข้งระดับสโมสรนั้น พอล เบรทเนอร์ ได้ย้ายจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ไปเล่นให้กับสโมสรเรอัล มาดริด ที่สเปน ในปี 1974 แต่แล้วเขาได้กลับมาเล่นให้สโมสรเดิมในถิ่นเยอรมันอีกครั้งเมื่อปี 1978 จนถึงปัจจุบันนี้เขามีอายุ 48 ปี ส่วนนัดสุดท้ายที่เขาลงเล่นรับใช้ชาติคือในนัดชิงฟุตบอลโลกกับทีมชาติอิตาลีเมื่อปี 1982 ส่วนในฟุตบอลโลกปี 1974 ที่เขาก็สามารถทำประตูในนัดชิงชนะเลิศด้วย

 

 

กองกลาง : ยูลิ โฮล์เนส (ทีมชาติเยอรมันตะวันตก)

ยูลิ โฮล์เนส ได้ถูกสถานการณ์บังคับให้โบกมือลาอาชีพการค้าแข้งด้วยวัยเพียง 27 ปี แม้ว่าชีวิตบนสังเวียนลูกหนังของเขานั้นเป็นช่วงเวลาที่สั้นๆ แต่เต็มไปด้วยความหอมหวาน ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1971 ถึง 1976 เขาสามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีก้าได้ถึงสามสมัย และคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยน คลับ คัพ อีกสามสมัย กับสโมสรบาเยิร์น มิวนิค รวมทั้งเขายังมีส่วนช่วยให้ทีมชาติเยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรในปี 1972 และคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1974 อีกด้วย ทั้งอาจจะเป็นการคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรครั้งที่สองของเขาด้วยในปี 1976 แต่ทว่ากองกลางรายนี้กลับถูกให้ออกไปพักฟื้นในฟุตบอลยูโรรอบสุดท้าย รอบแบ่งกลุ่มนัดที่พบกับทีมชาติเช็กโกสโลวาเกีย เนื่องจากอาการเจ็บหัวเข่าตลอดทั้งฤดูกาล จนกระทั้งทำให้เขาต้องอำลาชีวิตการค้าแข้งในเวลาต่อมา

 

กองกลาง : กุนเทอร์ เน็ตเซอร์ (ทีมชาติเยอรมันตะวันตก)f3a2895dbb0156d0ff3a10252f9f4964

ด้วยความเย่อหยิ่ง, วิสัยทัศน์ และการทักษาการส่งบอลของเขา ไม่ได้ทำให้แฟนบอลรู้จักเขาเพียงแค่ว่าเป็นนักเตะผมบลอนด์รูปงามเท่านั้น กุนเทอร์ เน็ตเซอร์ เพลเมคเกอร์ของทีมโบรุสเซีย มึนเซนกลัดบัค สามารถทำให้ทุกสายตาจับจ้องตัวเขาได้อย่างทันทีทันใดในนัดแรกที่ลงรับชาติเมื่อปี 1965 และเขาได้ประกาศศักดาแก่ตัวเองในรายการแข่งขันฟุตบอลยูโรปี 1972 ในรอบสี่ทีมสุดท้ายนัดแรก ที่เขามีส่วนสำคัญในการพาทีมชาติเยอรมันตะวันตกประเดิมนัดแรกด้วยชัยชนะ ทำให้ทีมเข้ารอบรองชนะเลิศในนัดที่ต้องเจอกับทีมชาติเบลเยี่ยม ซึ่งกุนเทอร์ เน็ตเซอร์ แสดงผลงานได้ยอดเยี่ยมในนัดนั้น รวมทั้งในนัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติสหภาพโซเวียตเขาก็ยังไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังเช่นกัน ความสำเร็จในชีวิตนักฟุตบอลอาชีพของเขาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้าแชมป์ถึงสองรายการกับการค้าแข็งที่เมืองกระทิงดุกับสโมสรเรอัล มาดริด ซึ่งนั้นก็มากเพียงพอแล้วกับการยอมรับว่าการเล่นฟุตบอลอาชีพของเขาได้ก้าวขึ้นอยู่จุดสูงสุดอย่างไร้ข้อสงสัยใดๆ

 

กองกลาง : เฮอร์เบิร์ท วิมเมอร์ (ทีมชาติเยอรมันตะวันตก)

บ่อยครั้งที่นักเตะคนนี้เป็นเหมือนคนที่ค่อยเป็นผู้พิทักษ์แก่ กุนเทอร์ เน็ตเซอร์ ซึ่งเฮอร์เบิร์ท วิมเมอร์ เป็นที่ผู้ที่ช่วยปกป้องเพื่อนร่วมทีมโดยใช้ทักษะด้านความเร็วของเขาและทักษะการเลี้ยงบอลที่ยากจะหาตัวจับ เขาเริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งกับสโมสรโบรุสเซีย มึนเซนกลัดบัค ลงเล่นในลีกบุนเดสลีก้าไป 366 นัด และได้แชมป์ลีกสูงสุดเยอรมนีถึง 5 ครั้ง ในปี 1975 คว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ เขาลงเล่นให้กับทีมชาติไปทั้งสิ้น 36 ครั้ง ซึ่งการลงเล่นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในปี 1972 กับทัวร์นาเมนท์ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยขโมยจังหวะของเน็ตเซอร์โดยการทำประตูที่สองให้เยอรมนีเอาชนะทีมชาติสหภาพโซเวียตและคว้าแชมป์มาครองได้ เขาคือนักเตะที่มีพลังมากมายมหาศาล เขาดูเหมือนจะไม่เคยเหนื่อยกับการวิ่ง เขาคือ วิมเมอร์ เพื่อนสนิทของเน็ตเซอร์ และทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นอยู่

 

กองหน้า : ราอูล แลมเบิร์ต (ทีมชาติเบลเยี่ยม)

ทีมชาติเบลเยี่ยมมีสองกองหน้าระดับโลกในทีมชุดลุยศึกฟุตบอลยูโร1972 คนแรก คือ กัปตันทีมอันเดอร์เลชท์ พอล แวน ฮิมส์ และคนที่สองที่ฉายแววได้สุกสว่างกว่าจนติดโผนี้ คือ ราอูล แลมเบิร์ต ซึ่งเขาลงเล่นนัดแรกให้กับเบลเยี่ยมด้วยการทำประตูแรกในนัดที่ชนะทีมชาติฮังการีไปด้วยสกอร์ 2 – 1 ในรอบเพลย์ออฟสนามที่สาม เขาทำไป 18 ประตูในทัวร์นาเมนท์ใหญ่ จากการลงเล่น 33 นัด ภายใต้เสื้อทีมชาติเบลเยี่ยม และเขาก็คงสามารถพังตาข่ายได้ 2 ประตูต่อเนื่องสองนัดติดต่อกันในรายการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1970 ราอูล แลมเบิร์ต ใช้ชีวิตตลอดค้าแข้งกับสโมสรเพียงแห่งเดียวที่ประเทศบ้านเกิดนั้นก็คือสโมสร คลับ บรูช เขาทำประตูไป 270 ประตู จากการลงเล่น 458 นัด และเขาได้รับตำแหน่งดาวซัลโวของลีกประเทศเบลเยี่ยม ในฤดูกาล 1971/72 ด้วยการพังประตูไป 17 ครั้ง

 

กองหน้า : จุปป์ เฮย์เนคเคส (ทีมชาติเยอรมันตะวันตก)_60198184_germany1972

เขาคือนักล่าตาข่ายผู้ที่สามารถทำประตูคุณภาพได้ ในระดับสโมสรเขาลงเล่นให้กับสโมสรโบรุสเซีย มึนเซนกลัดบัค ที่ซึ่งเขาได้สัมผัสแชมป์บุนเดสลีก้าถึง 4 สมัย และคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ในปี 1972 เฮย์เนคเคสค่อนข้างจะไม่โชคโชคเข้าข้างแบบเกิร์ท มุลเลอร์ ที่มักจะตกเป็นตัวเลือกแรกสำหรับตำแหน่งตัวจริงในทีมชาติเยอรมันตะวันตก แต่ในปี ค.ศ.1972 ซึ่งเหตุการณ์แตกต่างออกไปทั้งก่อนและหลังทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลโลก เฮลมุท ชโคน โค๊ชของทีมได้ตัดสินใจส่งทั้ง จุปป์ เฮย์เนคเคส และ เกิร์ท มุลเลอร์ สองนักล่าข่ายลงเล่นคู่กัน ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว เฮย์เนคเคส สามารถยิงประตูไปได้ 14 ประตู จากการลงเล่น 39 นัด ในการรับใช้ทีมชาติเยอรมันตะวันตก และทำไป 220 ประตู จากการลงเล่น 365 นัด ในฟุตบอลลีกบุนเดสลีก้า รวมทั้งทำประตูไป 51 ประตู จากการลงเล่น 64 นัดในรายการฟุตบอลยุโรป หลังจากที่เขาแขวนสตั๊ค ต่อมาเขาได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีม ซึ่งก็ยังทำผลงานได้ดีเยี่ยม กับการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก ในปี ค.ศ.1998 และ 2013

กองหน้า : เกิร์ท มุลเลอร์ (ทีมชาติเยอรมันตะวันตก)

บางทีเขาอาจจะเป็นกองหน้าจอมทำประตูที่ดีที่สุดตลอดกาล เกิร์ท มุลเลอร์ ยิงประตูไป 365 ประตู จากการลงเล่น 427 นัดในรายการฟุตบอลบุนเดสลีก้า ที่เขาลงเล่นให้กับสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ในรายการฟุตบอลถ้วยยุโรป ทำไป 66 ประตู จากการลงเล่น 74 นัด และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคงจะเป็นสถิติ ทำประตูไป 66 ประตู จากการลงเล่น 74 นัด ในการลงสนามทัวร์นาเมนท์ระดับชาติ ในการแข่งขันยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพ ปี ค.ศ.1972 เขาทำไปได้ 11 ประตู และ 2 ประตูในสกอร์รวมนั้นเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศที่ทีมชาติเยอรมันตะวันตกเอาชนะทีมชาติโซเวียตไปได้ ทั้งสองประตูนั้นกลายเป็นประตูคลาสสิกไปโดยปริยาย เขาจึงเป็นตัวเลือกแรกสำหรับตำแหน่งกองหน้าตัวทำประตูอย่างสม่ำเสมอ สำหรับโค๊ช เฮลมุท ชโคน สำหรับ เกิร์ท มุลเลอร์ นั้นเขาได้รับรางวัลบัลลง ดอร์ จากฟีฟ่า จากผลงานที่ยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลโลก ปี ค.ศ.1970 และ 1974 เขาสามารถทำประตูไปได้ 10 ประตู และ 4 ประตูตามลำดับ รวมทั้งการได้แชมป์ฟุตบอลโลกหลังจากกำชัยเหนือทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เขาได้รับฉายาว่า “เดอร์ บอมเบอร์” และเขาได้ลาอาชีพการค้าแข้งให้กับทีมชาติด้วยวัยเพียง 28 ปี ด้วยเหตุผลส่วนตัว อย่างไรก็ตามผลงานของเขายังคงถูกกล่าวถึงจนยุคปัจจุบัน


About the Author

ชัยวัฒน์เกิดในประเทศไทย ก่อนที่จะไปเติบโตและศึกษาในประเทศอังกฤษมากว่า 10 ปี และฟุตบอลก็ถือเป็นหนึ่งในความชอบหลักของตัวของเขา เขาคือหนึ่งในเซียนบอลของทางเว็บไซต์ของเราที่มีประสบการณ์เขียนรีวิวฟุตบอลให้กับเว็บไซต์ Bettingtop10 มาตั้งแต่เปิดตัวเว็บไซต์ นอกจากนี้ ชัยวัฒน์ยังมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มากมายในการวิเคราะห์เกมส์ฟุตบอลที่แม่นยำอีกด้วย




Back to Top ↑