ฟอร์มในเลกแรกของ ลิเวอร์พูล กับวิธีการที่จะเอาชนะ แมนฯซิตี้ ที่แอนฟิลด์ในวันอาทิตย์นี้

สุรพล
โดย: สุรพล

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดรังเอติฮัด สเตเดี้ยม รับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ในเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา และ ซาดิโอ มาเน่ โดนโทษแบน 3 เกมส์ โดยพวกเขาทำมันได้อย่างไร และ อะไรจะเกิดขึ้นอีก? เราจะไปตรวจสอบสถิติพร้อมๆกัน

โดยเกมส็นี้ แมนฯ ซิตี้ จัดการเปิดบ้านไล่ถล่ม ลิเวอร์พูล ที่เหลือผู้เล่น 10 คนไปแบบยับเยิน 5-0

จากรายงาน OLE777 ในช่วงต้นเกมส์เป็น ลิเวอร์พูล ที่ทำเกมได้ดีกว่า แต่เป็นเจ้าบ้าน แมนฯ ซิตี้ ที่ได้ประตูออกนำไปก่อน 1-0 จาก เควิน เดอ บรอยน์ ได้บอลจากกลางสนามแทงทะลุช่องให้ อเกวโร่ หลุดเดี่ยวแตะบอลหลบ ซิมง มิโญเล่ต์ ก่อนจะยิงเข้าไปง่าย ๆ

จุดเปลี่ยนของเกมเกิดขึ้น น.37 ทีมเยือนต้องมาเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนจากจังหวะที่ ซาดิโอ มาเน่ ไปยกเท้าสูงใส่ เอเดอร์สัน ผู้ตัดสินควักใบแดงไล่ออกจากสนามทันที จากนั้นเป็นเจ้าบ้านมาได้ประตูทิ้งห่าง 2-0 น.45 จากลูกโขกของ กาเบรี่ยล เฆซุส

ในช่วงครึ่งหลัง แมนฯ ซิตี้ มาบวกเพิ่มอีก 3 ประตูจาก เฆซุส ในนาที 53 โดยเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวอีกด้วย และประตูปิดท้าย 2 ประตูของ เลรอย ซาเน่ ในนาที 77 และ 90 ทั้งนี้ทีม “เรือใบสีฟ้า” ยังทำสถิติเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ 5 ประตูเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1937

ผลที่ได้คือ แมนฯซิตี้ แข่ง 4 นัดมี 10 คะแนนขึ้นเป็นจ่าฝูงชั่วคราวด้านบนของตาราง และ จากนั้นพวกเขาก็ยังคงที่จะชนะต่อไปถึง 18 เกมส์ก่อนที่สถิติจะมาสะดุดเสมอกับ คริสตัล พาเลซ ในวันส่งท้ายปีเก่า

ลิเวอร์พูล จะเป็นทีมสุดท้ายที่สามารถเอาชนะ แมนฯซิตี้ ใน พรีเมียร์ ลีก ในฤดูกาลนี้ได้หรือไม่?

เริ่มกันที่ตำแหน่ง

ทีม “เรือใบสีฟ้า” ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา วางแผนมาในระบบ 3-5-2 เช่นเคย นำมาโดยแผงมิดฟิลด์อย่าง ดาบิด ซิลบา,แฟร์นันดินโญ และ เควิน เดอ บรอยน์ คอยปั้นเกมให้กับ กาเบรียล เชซุส และ เซร์คิโอ อเกวโร คู่หัวหอก ในขณะที่ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล มาในระบบ 4-3-3 นำมาโดยสามประสานในแนวรุกอย่าง มูฮัมหมัด ซาลาห์,ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่

การครองบอล และ โอกาสในการผ่านบอล

ลิเวอร์พูล ครองบอลได้ราว 40% ในช่วงครึ่งแรกโดยส่วนใหญ่ทำคะแนนได้สูงถึง 183 คะแนนเมื่อเทียบกับทีมของ กวาร์ดิโอล่า ที่ทำไว้ที่ 274 คะแนนซึ่งต่ำกว่าเป็นอันดับ 3 สำหรับบริบทนี้มีเพียง 2 ทีมเท่านั้นที่ทำได้ใกล้เคียงคือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในเดือนธันวาคม 47 เปอร์เซ็นต์ และอาร์เซน่อล ในเดือนพฤศจิกายน 42 เปอร์เซ็นต์

เกมส์รุก

หนึ่งในความแตกต่างที่น่าสังเกตมากที่สุดระหว่างสองฝ่ายในช่วงครึ่งแรกคือแนวโน้มของลิเวอร์พูลในการเลี้ยงลูกทีมที่จบโอกาสยิงถึง 7 ครั้ง และ ขณะที่ แมรฯซิตี้ พวกเขาพยายามที่จะบุกไปอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา ลิเวอร์พูล มีโอกาสทำประตูเจ็ดครั้ง แม้ว่าห้าครั้งจะมาจากนอกกรอบเขตโทษก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลิเวอร์พูล โดยรวมสามารถกดดัน แมนฯซิตี้ ได้ถึง 10 ครั้งในช่วง 45 นาทีแรก และ ยังไม่มีทีมใดมีการจัดการกับลูกทีมของ กวาร์ดิโอล่า ได้มากเท่านี้ใน พรีเมียร์ ลีก ในฤดูกาลนี้

เกมส์รับ

ทั้งสองทีมปะทะกันอย่างสม่ำเสมอสำหรับสถิติการป้องกันที่สำเร็จมีทั้งหมด 22 ครั้งเป็นการโหม่ง 9 ครั้งและ ใช้หัวเคลียร์ 3 ครั้งโดย ลิเวอร์พูล ปะทะรวมถึง 7-8 ครั้งขณะที่ แมนฯซิตี้ ทำไป 5-6 ครั้ง

เกมส์รับของ แมนฯซิตี้ มีการบันทึกว่าพวกเขามีสถิติการเล่นลูกทางอากาศที่ดีกว่าการบล็อก แต่การมาของกองหลังคนใหม่อย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังชาวดัตช์คนใหม่ที่เป็นเจ้าของค่าตัวสถิติโลกจะช่วยหนุนพื้นที่เหล่านี้ให้กับทีมได้

การกดดันคู่แข่ง

โทนี่ เกล กูรูของสกาย สปอร์ต วิเคระห์ว่า “การพ่ายแพ้อย่างหนักของลิเวอร์พูลเมื่อคราวที่ผ่านมาจะได้รับแรงผลักดันอย่างมาก และ แต่คาดว่า เจอร์เก้น คลอปป์ จะกดดัน แมนฯซิตี้ อย่างที่พวกเขาไม่เคยถูกกดดันอย่างแน่นอนในวันอาทิตย์นี้”

“มันจะเป็นสิ่งสนุกมากๆ ลิเวอร์พูล จะกดดันกองหลังอย่างหนักโดยเฉพาะ จอห์น สโตนส์ , นิโคลัส โอตาเมนดี้ หรือ เอควิม มองกาล่า เราจะเห็นว่าใครจะเป็นอย่างไรในเกมส์นี้”

“นั่นจะเป็นวิธีการของลิเวอร์พูล และ พวกเขาจะพยายามเล่นเกมนี้ด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง และ ในขณะเดียวกันพวกเขาจะนิ่งขึ้น และ สร้างโอกาสได้ดีขึ้นเอง”

ทั้งนี้สถิติบอกว่า ลิเวอร์พูล สามารถรักษาความครอบครองบอล และ สร้างโอกาสในการทำประตูได้มากอย่างแน่นอน และ ถ้าพวกเขาสามารถรักษาผู้เล่นทั้ง 11 คนไว้บนสนามได้มันจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดการแพ้ และ ชนะ

สำหรับ แมนฯซิตี้ ในพรีเมียร์ ลีก ตลอด 22 นัดที่ผ่านมาพวกเขายังเดินหน้าคว้าชัยชนะอย่างต่อเนื่องเป็นนัดที่ 20 นัด และ แม้จะสะดุดเสมอไป 2 นัด แต่พวกเขาจะต้องเจอศึกหนัก บุกมาเยือนถิ่นแอนฟิลด์ในวันอาทิตย์นี้อย่างแน่นอน

BACK TO TOP